โครงการพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและพัฒนากำลังคนขั้นสูง (Reinventing University)
ประจำปีงบประมาณ 2569
พลิกฟื้นชุมชนด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาวะทางปัญญา
โครงการนี้ถูกออกแบบภายใต้โมเดลพลิกโฉมมหาวิทยาลัยของ มจร ซึ่งเปรียบเสมือนกงล้อ 2 วงที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน คือ “คลังปัญญา (รู้ธรรม)” อันหมายถึงการสร้างองค์ความรู้ที่ทันสมัย และ “พื้นที่คุณธรรม (อยู่อย่างธรรม)” คือการนำองค์ความรู้นั้นไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงในสังคม โดยมีพุทธนวัตกรเป็นเพลาแกนกลางที่เชื่อมล้อทั้งสอง และมี KM Platform เป็นคานงัดที่ช่วยส่งพลังให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการวัดบันดาลใจ คือการนำโมเดลพลิกโฉมมหาวิทยาลัยมาทำให้มีชีวิต ด้วยการเปลี่ยนบทบาทของ วัด จากเพียงศาสนสถานให้กลายเป็น ศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคม (Social Innovation Hub) ที่เป็นหัวใจของการพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง
สร้างองค์ความรู้ที่ทันสมัยสอดคล้องสังคม
นำองค์ความรู้ไปปฏิบัติจริงในสังคม
เพลาแกนกลางเชื่อมและคานงัดส่งพลัง
มหาวิทยาลัยเสนอโครงการวัดบันดาลใจ โดยปรับยุทธศาสตร์จากการดำเนิน 2 โครงการย่อยแบบคู่ขนาน มาสู่การดำเนินงานแบบบูรณาการเป็น กระบวนการ 2 โมดูล (2 Modules Process) ที่ร้อยเรียงและส่งต่อภารกิจกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบที่สมบูรณ์เพียงหนึ่งเดียว ดังนี้ โมดูลที่ 1 บัณฑิตนักเยียวยาใจ (การสำรวจและเยียวยาเชิงพุทธจิตวิทยา) และ โมดูลที่ 2 บัณฑิตพระนักเทศน์พุทธศิลป์ (การยกระดับสู่สุนทรียเทศนาและการสื่อสารเชิงประสบการณ์)
เพื่อพัฒนาศักยภาพพุทธนวัตกร ให้เป็นผู้ขับเคลื่อนกระบวนการ (Facilitator) ที่สามารถบูรณาการศาสตร์ด้านการเยียวยา และศิลปะได้จริง
เพื่อพัฒนาบัณฑิตนักเยียวยาใจด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
เพื่อพัฒนาบัณฑิตพระนักเทศน์พุทธศิลป์ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
ดาวน์โหลดเอกสาร รายงาน และข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ภายใต้โครงการวัดบันดาลใจ
รายงานสรุปผลการดำเนินงานและสถิติความก้าวหน้าในรอบครึ่งปีของโครงการวัดบันดาลใจ
บทวิเคราะห์และแนวทางการขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 4 เพื่อตอบสนองต่อสังคมสูงวัย
รายนามและบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงและธรรมาภิบาล
เอกสารคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อร่วมดำเนินงานและขับเคลื่อนโครงการวัดบันดาลใจ
บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการดำเนินงานโครงการวัดบันดาลใจร่วมกับภาคีเครือข่าย
(การสำรวจและเยียวยาเชิงพุทธจิตวิทยา)
โมดูลบัณฑิตนักเยียวยาใจนับเป็นปฐมบทและเป็นหัวใจสำคัญในกระบวนการขับเคลื่อนโครงการวัดบันดาลใจทั้งระบบ โดยทำหน้าที่เป็นขั้นตอนการวินิจฉัย (Diagnostic Stage) ที่มีความละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสภาวะปัญหาและความต้องการของชุมชนเป้าหมายอย่างแท้จริง
บริบทของสังคมไทยในปัจจุบันซึ่งกำลังผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) ได้ก่อให้เกิดความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสุขภาวะทางจิต (Mental Well-being) ซึ่งทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้าง โมดูลนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว
การประยุกต์หลักการทางพระพุทธศาสนามาใช้ในกระบวนการให้คำปรึกษาและเยียวยาจิตใจ โดยแก่นของพุทธจิตวิทยาไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการบำบัดอาการทางจิต แต่เป็นการสร้างความเข้าใจในธรรมชาติของชีวิตตามหลักไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงด้วยปัญญาและสติ ผ่านกระบวนการโยนิโสมนสิการหรือการคิดอย่างแยบคาย
โมดูลนี้เป็นการนำหลักการเชิงพุทธมาแปรเปลี่ยนให้เป็นกระบวนการปฏิบัติที่จับต้องได้ โดยจะดำเนินการคัดเลือกนิสิตที่มีศักยภาพและมีฉันทะในการทำงานด้านการให้คำปรึกษาเข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาให้เป็นพุทธนวัตกรเยียวยาใจ จำนวน 15 รูปหรือคน
ลงพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์เชิงรุกแบบตัวต่อตัว แก่กลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างความไว้วางใจและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก
ทีมงานนิสิตและคณาจารย์ร่วมกันวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสกัดองค์ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติงานภาคสนามจริงอย่างละเอียด
ดาวน์โหลดคู่มือและหลักสูตรอบรมการสำรวจและเยียวยาเชิงพุทธจิตวิทยา
คู่มือมาตรฐานการให้คำปรึกษาและการเยียวยาสุขภาวะทางจิตของชุมชนด้วยพุทธจิตวิทยาประยุกต์
โครงการ “พุทธนวัตกรบัณฑิตนักเยียวยาจิตใจ”
(การยกระดับสู่สุนทรียเทศนาและการสื่อสารเชิงประสบการณ์)
โมดูลนี้ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อยกระดับสมรรถนะ (Competency Upskilling) ของพุทธนวัตกรอย่างมีนัยสำคัญ โดยต่อยอดและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะจากโครงการในปี 2567 ที่มีความสามารถในการเทศน์และสร้างแรงบันดาลใจเป็นที่ประจักษ์ นำบัณฑิตกลุ่มนี้มาสู่มิติใหม่ของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สอดคล้องกับสังคมร่วมสมัย
แก่นกลางคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากการสื่อสารธรรมะที่เน้นวจนภาษา (Verbal Language) เป็นหลัก ไปสู่การสื่อสารผ่านสุนทรียประสบการณ์ (Aesthetic Experience) โดยใช้พุทธศิลป์สร้างการมีส่วนร่วมทางอารมณ์ (Emotional Engagement) และเปิดพื้นที่ให้ผู้รับสารได้ค้นพบความหมายด้วยตนเอง
ศิลปะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือประดับเพื่อความสวยงาม แต่เป็นสะพานนำไปสู่สภาวะสมาธิ (Concentration) การใคร่ครวญภายในตนเอง (Self-reflection) และการเข้าถึงความสงบทางจิตวิญญาณได้โดยตรง โดยผู้รับสารสามารถเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ (Learning by Doing) และสัมผัสได้ด้วยประสบการณ์ตรง
มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการออกแบบและจัดกิจกรรมสุนทรียเทศนา บูรณาการหลักธรรมเข้ากับกระบวนการทางศิลปะ เพื่อให้ผู้เรียนและผู้ฟังไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร (Receiver) แต่เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ (Co-creator) ไปพร้อมกัน
ฝึกสติและการอยู่กับปัจจุบันขณะผ่านสีและเส้น
สัมผัสและการผ่อนคลายจิตใจผ่านการปั้นรูปทรง
ถ่ายทอดชาดกด้วยสื่อสร้างสรรค์ร่วมสมัย
สร้างวิทยากรกระบวนการเชิงสุนทรียะ (Aesthetic Facilitator) ที่สามารถออกแบบและนำกิจกรรมธรรมะผ่านศิลปะได้อย่างเชี่ยวชาญ
เพิ่มขีดความสามารถการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เข้าถึงเยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่อาจรู้สึกห่างเหินจากการเทศนาในรูปแบบดั้งเดิม
ติดอาวุธทางปัญญาและทักษะให้กับพุทธนวัตกร เพื่อขับเคลื่อนและปฏิบัติศาสนกิจเชิงรุกในระดับสังคมได้อย่างสร้างสรรค์และทรงพลัง
ดาวน์โหลดหลักสูตรและเกณฑ์การคัดเลือกการยกระดับสู่สุนทรียเทศนาและการสื่อสารเชิงประสบการณ์
คู่มือหลักสูตรอบรมการสื่อสารธรรมะเชิงสุนทรียประสบการณ์และศิลปะพุทธศิลป์สำหรับพระนักเทศน์
เกณฑ์ ระเบียบการ และแนวทางการสรรหาคัดเลือกนิสิตเพื่อพัฒนาสู่การเป็นพุทธนวัตกรพระนักเทศน์
รับชมวิดีโอย้อนหลังและรายละเอียดกิจกรรมที่ผ่านมา