ระเบียบมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ว่าด้วยข้อกำหนดและแนวทางการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๖๘
ดาวน์โหลดระเบียบฉบับเต็ม (PDF)
โดยที่เป็นการสมควรให้มีระเบียบมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยข้อกำหนดและแนวทางการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อเป็นการส่งเสริมการเคารพซึ่งสิทธิความเป็นมนุษย์ ความปลอดภัยและความยุติธรรมของอาสาสมัครในการวิจัย สอดคล้องกับแนวทางการทำวิจัยในมนุษย์ของประเทศไทยและนานาชาติ เช่น ปฏิญญาเฮลซิงกิ (Declaration of Helsinki) รายงานเบลมอนต์ (Belmont Report) แนวทางจริยธรรมสากลของ CIOMS (Council for International Organizations of Medical Sciences) แนวปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี (ICH-GCP) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์และนโยบายของมหาวิทยาลัย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ จึงออกระเบียบไว้ ดังนี้
ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยข้อกำหนดและแนวทางการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๖๘"
ระเบียบนี้ให้ใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
บรรดา ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด คำสั่ง หรือประกาศอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ในระเบียบนี้
- “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
- “กรรมการเฉพาะกิจ” หมายความว่า ผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่งที่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์แต่งตั้ง/หรือเชิญมาเพื่อพิจารณาโครงการวิจัยที่มีลักษณะเฉพาะด้าน/เฉพาะทาง ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเป็นกรณีพิเศษ
- “โครงการวิจัย” หมายความว่า โครงการวิจัยของบุคลากรสายวิชาการ อาจารย์พิเศษ หรือนิสิตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ยื่นเสนอขอรับการพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
- “การวิจัยในมนุษย์” หมายความว่า กระบวนการศึกษาที่ออกแบบอย่างเป็นระบบและหาข้อสรุปในลักษณะที่เป็นความรู้ที่นำไปใช้ได้ทั่วไปในมนุษย์หรือที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ โดยกระทำต่อร่างกาย จิตใจ เซลล์ ส่วนประกอบของเซลล์ สารพันธุกรรม สิ่งส่งตรวจ เนื้อเยื่อ สารคัดหลั่ง และจากข้อมูลที่บันทึกในเวชระเบียนหรือข้อมูล ด้านสุขภาพของผู้รับการวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ด้านชีวเวชศาสตร์ ด้านการสาธารณสุข ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือด้านพฤติกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ บรรดาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและให้หมายความรวมถึงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่เสียชีวิตแล้วด้วย แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงการสอบสวนโรคโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และการวิจัยที่ได้รับการยกเว้นตามแนวทางนี้
- “ความเปราะบาง” หมายความว่า ภาวะของบุคคลซึ่งอาจถูกชักจูงให้เข้าร่วมการวิจัยในมนุษย์ได้โดยง่ายด้วยความหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมการวิจัยไม่ว่าจะสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม หรืออาจตอบตกลงเข้าร่วมการวิจัยในมนุษย์เพราะเกรงกลัวว่าจะถูกกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจเหนือกว่า หากปฏิเสธ หรือไม่สามารถตัดสินใจเลือก หรือแสดงออกได้โดยอิสระ หรือไม่สามารถปกป้องตนเองได้อย่างเต็มที หรือไม่สามารถให้ความยินยอมด้วยตนเองได้โดยอิสระ
- “ผู้วิจัย” หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งทำการวิจัยในมนุษย์
- “ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย” หมายความว่า ผู้ให้ข้อมูล อาสาสมัคร หรือผู้เป็นเจ้าของข้อมูลในการวิจัย
ให้อธิการบดีรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกคำสั่ง หรือประกาศเพื่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบนี้
หมวด ๑
คณะกรรมการ
ให้มีคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวนไม่น้อยกว่า ๑๑ รูปหรือคน แต่ไม่เกิน ๑๕ รูปหรือคน ซึ่งอธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้ง โดยการเสนอแนะของสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ ประกอบด้วย กรรมการที่มีอายุและเพศที่แตกต่างกัน มีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญและความสามารถในศาสตร์ต่างๆ ดังนี้
- (๑) ผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอกมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ดำรงตำแหน่งทางบริหาร เป็นประธานกรรมการ
- (๒) ผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอกมหาวิทยาลัย ซึ่งดำรงตำแหน่งสายวิชาการ จำนวนอย่างน้อยสามรูปหรือคน เป็นกรรมการ
- (๓) ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ที่มาจากนอกสาขาวิชาหรือเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่มีความรู้ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวนอย่างน้อยสองรูปหรือคน เป็นกรรมการ
- (๔) บุคลากรประจำสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ เป็นกรรมการและเลขานุการ
- (๕) บุคลากรประจำสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
กรรมการตาม (๒) ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านสถิติการวิจัย จำนวนอย่างน้อยหนึ่งรูปหรือคน ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ/การแพทย์ จำนวนอย่างน้อยหนึ่งคน และด้านสังคมศาสตร์/พฤติกรรมศาสตร์/มนุษยศาสตร์ จำนวนอย่างน้อยหนึ่งรูปหรือคน ทั้งนี้ อธิการบดีอาจแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการได้อีกสองรูปหรือคน
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มีดังต่อไปนี้
- (๑) คุณสมบัติ
- (ก) เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านการวิจัย
- (ข) ประธานกรรมการและกรรมการตามข้อ ๖ จะต้องมีหลักฐานการผ่านการอบรมด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ในฐานะกรรมการจากสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐที่เป็นปัจจุบัน มีอายุอย่างน้อยหกเดือน นับจากวันที่ถูกเสนอชื่อ
- (ค) เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
- (๒) ลักษณะต้องห้าม
- (ก) เคยต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- (ข) เคยถูกไล่ออก ปลดออก ให้ออกจากราชการ หรือถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือพ้นจากตำแหน่งเพราะผิดจริยธรรม
ให้ประธานกรรมการและกรรมการ ตามข้อ ๖ (๑) (๒) และ (๓) มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละสามปี และอาจจะได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการขึ้นใหม่ ให้ประธานกรรมการและกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธานกรรมการและกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระให้แต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยให้ประธานกรรมการหรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ที่ตนแทน
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ประธานกรรมการและกรรมการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุดังต่อไปนี้
- (๑) มรณภาพหรือตาย
- (๒) ลาออก
- (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๗
- (๔) อธิการบดีมีคำสั่งให้ออก
ในการประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม และกรรมการตามข้อ ๖ (๓) ต้องอยู่ในการประชุมอย่างน้อยหนึ่งคน ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้
- (๑) กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ที่เหมาะสมกับมหาวิทยาลัยโดยความเห็นชอบของสภาวิชาการ
- (๒) จัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
- (๓) พิจารณาและให้ความเห็นชอบเชิงจริยธรรมต่อโครงร่างการวิจัย เอกสารที่เกี่ยวข้อง และรายงานต่างๆ ภายหลังการรับรอง พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่ผู้วิจัยเพื่อการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องตามหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อปกป้องสิทธิและสวัสดิภาพของผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย
- (๔) รับรอง หรือไม่รับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ให้กับโครงการวิจัยที่ขอรับการพิจารณา
- (๕) พิจารณาให้ข้อเสนอแนะ การปรับปรุงแก้ไข ยับยั้ง และยกเลิกการรับรองจริยธรรมการวิจัยที่ไม่เหมาะสมตามหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
- (๖) ติดตาม ประเมินผล และกำกับโครงการที่ผ่านการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์เกิดขึ้นในระหว่างดำเนินการวิจัยจนสิ้นสุดโครงการ
- (๗) เก็บรักษาข้อมูลการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ข้อมูลโครงการวิจัย ข้อมูลผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นความลับ
- (๘) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อช่วยในการดำเนินงานของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
- (๙) ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดในวิธีดำเนินการมาตรฐาน (Standard Operating Procedures, SOPs) ของคณะกรรมการอย่างเคร่งครัด
- (๑๐) รายงานผลงานของคณะกรรมการต่ออธิการบดี ปีละ ๑ ครั้ง
- (๑๑) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากอธิการบดี
ให้อนุกรรมการหรือคณะทำงานมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้
- (๑) พิจารณาโครงร่างการวิจัยและให้คำแนะนำเชิงจริยธรรมในกรณีที่โครงการวิจัยต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแก่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
- (๒) ให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ในเรื่องที่ได้รับมอบหมาย
- (๓) เก็บรักษาข้อมูลการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ข้อมูลโครงการวิจัย ข้อมูลผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นความลับ
- (๔) ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดในวิธีดำเนินการมาตรฐาน (Standard Operating Procedures, SOPs) ของคณะกรรมการอย่างเคร่งครัด
- (๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ในกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานหลายคณะ ให้แต่ละคณะมีหน้าที่และอำนาจตามที่คณะกรรมการกำหนด
ค่าธรรมเนียมการขอรับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด
การพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องใด ๆ ตามระเบียบนี้ ห้ามมิให้ผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม เข้าร่วมการพิจารณาในเรื่องนั้น ๆ
หมวด ๒
การพิจารณาและแนวทางดำเนินการ
การดำเนินงานของคณะกรรมการตามระเบียบนี้ จะเป็นไปตามรายละเอียดการปฏิบัติที่กำหนดไว้ในวิธีดำเนินการมาตรฐาน (Standard Operating Procedures, SOPs) ตามประกาศของมหาวิทยาลัย
ให้คณะกรรมการจัดประชุมเพื่อพิจารณาโครงร่างการวิจัย เอกสารที่เกี่ยวข้อง และรายงานต่างๆ ภายหลังการรับรอง อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง ในกรณีที่มีเรื่องพิจารณาเร่งด่วน อาจจัดให้มีการประชุมเพิ่มเติมได้
การพิจารณาโครงร่างการวิจัยของคณะกรรมการแบ่งเป็นสามแนวทางตามคุณสมบัติของโครงการวิจัยและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับอาสาสมัครผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย ได้แก่
- (๑) โครงร่างการวิจัยที่ได้รับการยกเว้นการพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัย (Exemption)
- (๒) โครงร่างการวิจัยที่ได้รับการพิจารณาแบบเร็ว (Expedited review)
- (๓) โครงร่างการวิจัยที่ได้รับการพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการ (Full board review)
ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการออกประกาศประเภทของโครงร่างการวิจัยตามข้อ ๑๗ รวมถึงขั้นตอนหรือกระบวนการในการพิจารณารับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์อีกด้วย ในกรณีโครงการวิจัยจากภายนอกมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้นจึงจะรับพิจารณาได้ เว้นไว้แต่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ
การพิจารณาโครงร่างการวิจัยของคณะกรรมการ จะระบุผลการพิจารณาเป็นข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- (๑) รับรอง
- (๒) แก้ไขเพื่อรับรอง
- (๓) แก้ไขเพื่อนำกลับมาพิจารณา
- (๔) ไม่รับรอง
- (๕) ถอนออกจากการพิจารณา
เมื่อคณะกรรมการมีมติว่า โครงร่างการวิจัยผ่านการพิจารณาและรับรองด้านจริยธรรมการวิจัย คณะกรรมการจะออกหนังสือรับรอง (Certificate of approval) ซึ่งลงนามโดย ประธานคณะกรรมการ และแจ้งผลให้แก่ผู้วิจัยเพื่อสามารถเริ่มดำเนินการวิจัยได้ ในกรณีของการพิจารณาโครงร่างการวิจัยตามข้อ ๑๗ (๑) และ (๒) ประธานคณะกรรมการอาจมอบให้คณะอนุกรรมการหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พิจารณาแล้วเสนอประธานคณะกรรมการออกหนังสือรับรองได้
เมื่อคณะกรรมการมีมติว่า โครงร่างการวิจัยผ่านการพิจารณาและรับรองด้านจริยธรรมการวิจัย คณะกรรมการจะระบุระยะเวลาการรับรอง ไม่เกิน ๑ ปี และกำหนดความถี่ของการส่งรายงานความก้าวหน้าของการวิจัยให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง ทั้งนี้ไม่น้อยกว่าปีละครั้ง
เมื่อคณะกรรมการมีมติว่า ปรับปรุงแก้ไข เพื่อรับรอง หรือ ปรับปรุงแก้ไข และนำเข้าพิจารณาใหม่ คณะกรรมการจะส่งหนังสือแจ้งผลการพิจารณาและข้อแนะนำให้แก่ผู้วิจัย เพื่อปรับปรุงแก้ไข ทั้งนี้ ผู้วิจัยยังไม่สามารถเริ่มดำเนินการวิจัยได้ จนกว่าโครงร่างการวิจัยจะได้รับการรับรอง
เมื่อคณะกรรมการมีมติว่า ไม่รับรอง คณะกรรมการจะส่งหนังสือแจ้งผลการพิจารณาและเหตุผลที่ไม่รับรองให้ผู้วิจัยทราบ ซึ่งหมายความว่าผู้วิจัยไม่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยสามารถอุทธรณ์ผลการพิจารณาต่อประธานคณะกรรมการ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือ โดยแจ้งความจำนง และเหตุผลโต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษร
คณะกรรมการต้องกำกับดูแลโครงการวิจัยภายหลังการรับรอง จนเสร็จสิ้นโครงการวิจัยเพื่อเป็นการยืนยันว่าผู้วิจัยได้ปฏิบัติตามโครงร่างการวิจัยที่ได้รับการรับรอง และเพื่อพิทักษ์ ซึ่งสิทธิความปลอดภัย ความเป็นอยู่ที่ดีของอาสาสมัคร และชุมชนที่เข้าร่วมในโครงการวิจัย
เอกสารโครงร่างการวิจัย เอกสารที่เกี่ยวข้อง รายงานต่าง ๆ ภายหลังการรับรอง แบบประเมินต่าง ๆ และรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ให้ถือเป็น “เอกสารลับ” ที่ต้องมีมาตรการในการเก็บรักษาและจำกัดการเข้าถึงข้อมูล
คณะกรรมการจะจัดเก็บเอกสารโครงร่างการวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นเวลา ๓ ปี ภายหลังที่ผู้วิจัยรายงานการเสร็จสิ้นโครงการวิจัย หรือเป็นโครงการที่ไม่มีการดำเนินงาน ตามที่ระบุไว้ในวิธีดำเนินการมาตรฐาน ก่อนที่จะนำเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการ เพื่อลงมติให้ทำลายเอกสาร
หมวด ๓
การสนับสนุน
ให้สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานเกี่ยวกับจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามมาตรฐาน รวมทั้งสนับสนุนภารกิจของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
บทเฉพาะกาล
บรรดาโครงการวิจัยในมนุษย์หรือการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวที่ได้ดำเนินการอยู่ในวันก่อนวันที่ระเบียบนี้ประกาศใช้ ให้ดำเนินการต่อไปตามหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติที่มีอยู่แต่เดิมจนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ
ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘