ระเบียบมหาวิทยาลัย
ตราสัญลักษณ์

ระเบียบมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ว่าด้วยข้อกำหนดและแนวทางการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๖๘

ดาวน์โหลดระเบียบฉบับเต็ม (PDF)

โดยที่เป็นการสมควรให้มีระเบียบมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยข้อกำหนดและแนวทางการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อเป็นการส่งเสริมการเคารพซึ่งสิทธิความเป็นมนุษย์ ความปลอดภัยและความยุติธรรมของอาสาสมัครในการวิจัย สอดคล้องกับแนวทางการทำวิจัยในมนุษย์ของประเทศไทยและนานาชาติ เช่น ปฏิญญาเฮลซิงกิ (Declaration of Helsinki) รายงานเบลมอนต์ (Belmont Report) แนวทางจริยธรรมสากลของ CIOMS (Council for International Organizations of Medical Sciences) แนวปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี (ICH-GCP) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์และนโยบายของมหาวิทยาลัย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ และมติสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในคราวประชุมครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ จึงออกระเบียบไว้ ดังนี้


ข้อ ๑

ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยข้อกำหนดและแนวทางการดำเนินการด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๖๘"

ข้อ ๒

ระเบียบนี้ให้ใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ ๓

บรรดา ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด คำสั่ง หรือประกาศอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ข้อ ๔

ในระเบียบนี้

  • “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • “กรรมการเฉพาะกิจ” หมายความว่า ผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่งที่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์แต่งตั้ง/หรือเชิญมาเพื่อพิจารณาโครงการวิจัยที่มีลักษณะเฉพาะด้าน/เฉพาะทาง ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเป็นกรณีพิเศษ
  • “โครงการวิจัย” หมายความว่า โครงการวิจัยของบุคลากรสายวิชาการ อาจารย์พิเศษ หรือนิสิตของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ยื่นเสนอขอรับการพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  • “การวิจัยในมนุษย์” หมายความว่า กระบวนการศึกษาที่ออกแบบอย่างเป็นระบบและหาข้อสรุปในลักษณะที่เป็นความรู้ที่นำไปใช้ได้ทั่วไปในมนุษย์หรือที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ โดยกระทำต่อร่างกาย จิตใจ เซลล์ ส่วนประกอบของเซลล์ สารพันธุกรรม สิ่งส่งตรวจ เนื้อเยื่อ สารคัดหลั่ง และจากข้อมูลที่บันทึกในเวชระเบียนหรือข้อมูล ด้านสุขภาพของผู้รับการวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ด้านชีวเวชศาสตร์ ด้านการสาธารณสุข ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือด้านพฤติกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ บรรดาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและให้หมายความรวมถึงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่เสียชีวิตแล้วด้วย แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงการสอบสวนโรคโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และการวิจัยที่ได้รับการยกเว้นตามแนวทางนี้
  • “ความเปราะบาง” หมายความว่า ภาวะของบุคคลซึ่งอาจถูกชักจูงให้เข้าร่วมการวิจัยในมนุษย์ได้โดยง่ายด้วยความหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมการวิจัยไม่ว่าจะสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม หรืออาจตอบตกลงเข้าร่วมการวิจัยในมนุษย์เพราะเกรงกลัวว่าจะถูกกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจเหนือกว่า หากปฏิเสธ หรือไม่สามารถตัดสินใจเลือก หรือแสดงออกได้โดยอิสระ หรือไม่สามารถปกป้องตนเองได้อย่างเต็มที หรือไม่สามารถให้ความยินยอมด้วยตนเองได้โดยอิสระ
  • “ผู้วิจัย” หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งทำการวิจัยในมนุษย์
  • “ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย” หมายความว่า ผู้ให้ข้อมูล อาสาสมัคร หรือผู้เป็นเจ้าของข้อมูลในการวิจัย
ข้อ ๕

ให้อธิการบดีรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกคำสั่ง หรือประกาศเพื่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบนี้

หมวด ๑
คณะกรรมการ

ข้อ ๖

ให้มีคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวนไม่น้อยกว่า ๑๑ รูปหรือคน แต่ไม่เกิน ๑๕ รูปหรือคน ซึ่งอธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้ง โดยการเสนอแนะของสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ ประกอบด้วย กรรมการที่มีอายุและเพศที่แตกต่างกัน มีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญและความสามารถในศาสตร์ต่างๆ ดังนี้

  1. (๑) ผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอกมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ดำรงตำแหน่งทางบริหาร เป็นประธานกรรมการ
  2. (๒) ผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอกมหาวิทยาลัย ซึ่งดำรงตำแหน่งสายวิชาการ จำนวนอย่างน้อยสามรูปหรือคน เป็นกรรมการ
  3. (๓) ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ที่มาจากนอกสาขาวิชาหรือเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่มีความรู้ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวนอย่างน้อยสองรูปหรือคน เป็นกรรมการ
  4. (๔) บุคลากรประจำสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ เป็นกรรมการและเลขานุการ
  5. (๕) บุคลากรประจำสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

กรรมการตาม (๒) ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านสถิติการวิจัย จำนวนอย่างน้อยหนึ่งรูปหรือคน ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ/การแพทย์ จำนวนอย่างน้อยหนึ่งคน และด้านสังคมศาสตร์/พฤติกรรมศาสตร์/มนุษยศาสตร์ จำนวนอย่างน้อยหนึ่งรูปหรือคน ทั้งนี้ อธิการบดีอาจแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการได้อีกสองรูปหรือคน

ข้อ ๗

คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มีดังต่อไปนี้

  • (๑) คุณสมบัติ
    • (ก) เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านการวิจัย
    • (ข) ประธานกรรมการและกรรมการตามข้อ ๖ จะต้องมีหลักฐานการผ่านการอบรมด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ในฐานะกรรมการจากสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐที่เป็นปัจจุบัน มีอายุอย่างน้อยหกเดือน นับจากวันที่ถูกเสนอชื่อ
    • (ค) เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
  • (๒) ลักษณะต้องห้าม
    • (ก) เคยต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
    • (ข) เคยถูกไล่ออก ปลดออก ให้ออกจากราชการ หรือถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือพ้นจากตำแหน่งเพราะผิดจริยธรรม
ข้อ ๘

ให้ประธานกรรมการและกรรมการ ตามข้อ ๖ (๑) (๒) และ (๓) มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละสามปี และอาจจะได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการขึ้นใหม่ ให้ประธานกรรมการและกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธานกรรมการและกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระให้แต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยให้ประธานกรรมการหรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ที่ตนแทน

ข้อ ๙

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ประธานกรรมการและกรรมการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุดังต่อไปนี้

  1. (๑) มรณภาพหรือตาย
  2. (๒) ลาออก
  3. (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๗
  4. (๔) อธิการบดีมีคำสั่งให้ออก
ข้อ ๑๐

ในการประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม และกรรมการตามข้อ ๖ (๓) ต้องอยู่ในการประชุมอย่างน้อยหนึ่งคน ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

ข้อ ๑๑

คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

  1. (๑) กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ที่เหมาะสมกับมหาวิทยาลัยโดยความเห็นชอบของสภาวิชาการ
  2. (๒) จัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
  3. (๓) พิจารณาและให้ความเห็นชอบเชิงจริยธรรมต่อโครงร่างการวิจัย เอกสารที่เกี่ยวข้อง และรายงานต่างๆ ภายหลังการรับรอง พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่ผู้วิจัยเพื่อการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องตามหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อปกป้องสิทธิและสวัสดิภาพของผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย
  4. (๔) รับรอง หรือไม่รับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ให้กับโครงการวิจัยที่ขอรับการพิจารณา
  5. (๕) พิจารณาให้ข้อเสนอแนะ การปรับปรุงแก้ไข ยับยั้ง และยกเลิกการรับรองจริยธรรมการวิจัยที่ไม่เหมาะสมตามหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
  6. (๖) ติดตาม ประเมินผล และกำกับโครงการที่ผ่านการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์เกิดขึ้นในระหว่างดำเนินการวิจัยจนสิ้นสุดโครงการ
  7. (๗) เก็บรักษาข้อมูลการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ข้อมูลโครงการวิจัย ข้อมูลผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นความลับ
  8. (๘) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อช่วยในการดำเนินงานของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
  9. (๙) ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดในวิธีดำเนินการมาตรฐาน (Standard Operating Procedures, SOPs) ของคณะกรรมการอย่างเคร่งครัด
  10. (๑๐) รายงานผลงานของคณะกรรมการต่ออธิการบดี ปีละ ๑ ครั้ง
  11. (๑๑) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากอธิการบดี
ข้อ ๑๒

ให้อนุกรรมการหรือคณะทำงานมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

  1. (๑) พิจารณาโครงร่างการวิจัยและให้คำแนะนำเชิงจริยธรรมในกรณีที่โครงการวิจัยต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแก่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
  2. (๒) ให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ในเรื่องที่ได้รับมอบหมาย
  3. (๓) เก็บรักษาข้อมูลการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ข้อมูลโครงการวิจัย ข้อมูลผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นความลับ
  4. (๔) ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดในวิธีดำเนินการมาตรฐาน (Standard Operating Procedures, SOPs) ของคณะกรรมการอย่างเคร่งครัด
  5. (๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ในกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานหลายคณะ ให้แต่ละคณะมีหน้าที่และอำนาจตามที่คณะกรรมการกำหนด
ข้อ ๑๓

ค่าธรรมเนียมการขอรับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

ข้อ ๑๔

การพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องใด ๆ ตามระเบียบนี้ ห้ามมิให้ผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม เข้าร่วมการพิจารณาในเรื่องนั้น ๆ

หมวด ๒
การพิจารณาและแนวทางดำเนินการ

ข้อ ๑๕

การดำเนินงานของคณะกรรมการตามระเบียบนี้ จะเป็นไปตามรายละเอียดการปฏิบัติที่กำหนดไว้ในวิธีดำเนินการมาตรฐาน (Standard Operating Procedures, SOPs) ตามประกาศของมหาวิทยาลัย

ข้อ ๑๖

ให้คณะกรรมการจัดประชุมเพื่อพิจารณาโครงร่างการวิจัย เอกสารที่เกี่ยวข้อง และรายงานต่างๆ ภายหลังการรับรอง อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง ในกรณีที่มีเรื่องพิจารณาเร่งด่วน อาจจัดให้มีการประชุมเพิ่มเติมได้

ข้อ ๑๗

การพิจารณาโครงร่างการวิจัยของคณะกรรมการแบ่งเป็นสามแนวทางตามคุณสมบัติของโครงการวิจัยและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับอาสาสมัครผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย ได้แก่

  1. (๑) โครงร่างการวิจัยที่ได้รับการยกเว้นการพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัย (Exemption)
  2. (๒) โครงร่างการวิจัยที่ได้รับการพิจารณาแบบเร็ว (Expedited review)
  3. (๓) โครงร่างการวิจัยที่ได้รับการพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการ (Full board review)

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการออกประกาศประเภทของโครงร่างการวิจัยตามข้อ ๑๗ รวมถึงขั้นตอนหรือกระบวนการในการพิจารณารับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์อีกด้วย ในกรณีโครงการวิจัยจากภายนอกมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้นจึงจะรับพิจารณาได้ เว้นไว้แต่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ

ข้อ ๑๘

การพิจารณาโครงร่างการวิจัยของคณะกรรมการ จะระบุผลการพิจารณาเป็นข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

  1. (๑) รับรอง
  2. (๒) แก้ไขเพื่อรับรอง
  3. (๓) แก้ไขเพื่อนำกลับมาพิจารณา
  4. (๔) ไม่รับรอง
  5. (๕) ถอนออกจากการพิจารณา
ข้อ ๑๙

เมื่อคณะกรรมการมีมติว่า โครงร่างการวิจัยผ่านการพิจารณาและรับรองด้านจริยธรรมการวิจัย คณะกรรมการจะออกหนังสือรับรอง (Certificate of approval) ซึ่งลงนามโดย ประธานคณะกรรมการ และแจ้งผลให้แก่ผู้วิจัยเพื่อสามารถเริ่มดำเนินการวิจัยได้ ในกรณีของการพิจารณาโครงร่างการวิจัยตามข้อ ๑๗ (๑) และ (๒) ประธานคณะกรรมการอาจมอบให้คณะอนุกรรมการหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พิจารณาแล้วเสนอประธานคณะกรรมการออกหนังสือรับรองได้

ข้อ ๒๐

เมื่อคณะกรรมการมีมติว่า โครงร่างการวิจัยผ่านการพิจารณาและรับรองด้านจริยธรรมการวิจัย คณะกรรมการจะระบุระยะเวลาการรับรอง ไม่เกิน ๑ ปี และกำหนดความถี่ของการส่งรายงานความก้าวหน้าของการวิจัยให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง ทั้งนี้ไม่น้อยกว่าปีละครั้ง

ข้อ ๒๑

เมื่อคณะกรรมการมีมติว่า ปรับปรุงแก้ไข เพื่อรับรอง หรือ ปรับปรุงแก้ไข และนำเข้าพิจารณาใหม่ คณะกรรมการจะส่งหนังสือแจ้งผลการพิจารณาและข้อแนะนำให้แก่ผู้วิจัย เพื่อปรับปรุงแก้ไข ทั้งนี้ ผู้วิจัยยังไม่สามารถเริ่มดำเนินการวิจัยได้ จนกว่าโครงร่างการวิจัยจะได้รับการรับรอง

ข้อ ๒๒

เมื่อคณะกรรมการมีมติว่า ไม่รับรอง คณะกรรมการจะส่งหนังสือแจ้งผลการพิจารณาและเหตุผลที่ไม่รับรองให้ผู้วิจัยทราบ ซึ่งหมายความว่าผู้วิจัยไม่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยสามารถอุทธรณ์ผลการพิจารณาต่อประธานคณะกรรมการ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือ โดยแจ้งความจำนง และเหตุผลโต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษร

ข้อ ๒๓

คณะกรรมการต้องกำกับดูแลโครงการวิจัยภายหลังการรับรอง จนเสร็จสิ้นโครงการวิจัยเพื่อเป็นการยืนยันว่าผู้วิจัยได้ปฏิบัติตามโครงร่างการวิจัยที่ได้รับการรับรอง และเพื่อพิทักษ์ ซึ่งสิทธิความปลอดภัย ความเป็นอยู่ที่ดีของอาสาสมัคร และชุมชนที่เข้าร่วมในโครงการวิจัย

ข้อ ๒๔

เอกสารโครงร่างการวิจัย เอกสารที่เกี่ยวข้อง รายงานต่าง ๆ ภายหลังการรับรอง แบบประเมินต่าง ๆ และรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ให้ถือเป็น “เอกสารลับ” ที่ต้องมีมาตรการในการเก็บรักษาและจำกัดการเข้าถึงข้อมูล

ข้อ ๒๕

คณะกรรมการจะจัดเก็บเอกสารโครงร่างการวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นเวลา ๓ ปี ภายหลังที่ผู้วิจัยรายงานการเสร็จสิ้นโครงการวิจัย หรือเป็นโครงการที่ไม่มีการดำเนินงาน ตามที่ระบุไว้ในวิธีดำเนินการมาตรฐาน ก่อนที่จะนำเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการ เพื่อลงมติให้ทำลายเอกสาร

หมวด ๓
การสนับสนุน

ข้อ ๒๖

ให้สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานเกี่ยวกับจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามมาตรฐาน รวมทั้งสนับสนุนภารกิจของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์

บทเฉพาะกาล

ข้อ ๒๗

บรรดาโครงการวิจัยในมนุษย์หรือการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวที่ได้ดำเนินการอยู่ในวันก่อนวันที่ระเบียบนี้ประกาศใช้ ให้ดำเนินการต่อไปตามหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติที่มีอยู่แต่เดิมจนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ

ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว 

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
BRIMCU AI

BRIMCU AI

การบริการเอไอตอบข้อมูลแก่นักวิจัย

คลิกที่นี่เพื่อเริ่มใช้งาน